วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พระศรีอารย์คือใคร




           ท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อในบทความที่นำมาลง แต่ท่านควรพิจารณาว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ เกิดกุศลธรรม ก็ควรนำไปพิจารณาให้เกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น สิ่งที่แสดงต่อไปนี้ มีหลักฐานรูปธรรม มีที่มาที่ไป พิสูจนความจริง์ได้ตามหลักกาลามสูตรของพระพุทธเจ้า
           สิ่งสำคัญที่เราอาจมองข้าม พระศรีอารย์ หรือ พระศรีอริยเมตไตรย หรือ พระศรีอาริยเมตไตรย หรือจะเขียนอย่างไร หรือบ่งตามชื่อเรียกอื่นใดของชนชาตินั้นๆ โดยตั้งใจหมายถึง พระเมตเตยฺย ย่อมหมายถึงพระองค์จักช่วยให้เราทั้งหลายพ้นมหันตภัยโลกได้จริงหรือ โปรดทบทวนเรื่องราวที่เกี่่ยวข้องอันจะเป็นกุศลธรรมแด่ท่านผู้มีอริยปัญญา
           การพิจารณากุศลธรรมจากพระไตรปิฎกมีความสำคัญยิ่ง และมีหลายส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบัน Metteya.org จึงขอนำข้อมูลดังกล่าวมาลงไว้ เพื่อท่านผู้มีอริยปัญญาและไม่มีความ่ประมาทในสัจธรรม จักได้เข้าใจในสิ่งดีงาม
           พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓ ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ๖. ปาสาทิกสูตร สรุปโดยย่อคือ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูกรจุนทะ
           แม้หากว่า สิ่งที่เป็นอดีต เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น
           แม้หากว่าสิ่งที่เป็นอนาคต เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น จึงพยากรณ์ปัญหานั้น
           สิ่งที่เป็นปัจจุบันในกาลของตถาคต เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อม เป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น เพื่อพยากรณ์ปัญหานั้น
            ด้วยเหตุดังนี้แลจุนทะ ตถาคตเป็นกาลวาที เป็นสัจจวาที เป็นภูตวาที เป็นอัตถวาที เป็นธรรมวาที เป็นวินัยวาที ในธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เพราะฉะนั้น ชาวโลก จึงเรียกว่า "ตถาคโต"
             สรุป สิ่งที่เป็นอดีต สิ่งที่เป็นอนาคต สิ่งที่เป็นอยู่ในเวลาของพระพุทธองค์ เมื่อกาลเวลานั้นเป็นจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์ ตถาคตย่อมเป็นผู้รู้กาลในสิ่งนั้น พยากรณ์ปัญหานั้น นอกนั้นพระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์
             เมื่อกล่าวถึงเวลาการมาปรากฏของพระจักรพรรดิ ซึ่งบ่งไว้ในพระไตรปิฎกและในตำราของพระพุทธศาสนา ตลอดจนคำทำนายอื่นๆ เช่น นอสตราดามุส และจากศาสนาอื่นๆ แต่ที่น่าสนใจยิ่งสำหรับผู้มีกุศลธรรม คือ เรื่องในพระมหาปรินิพพาน (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค มหาปรินิพพานสูตร) ดังนี้
              1. ท่านผู้มีฤิทธิ์บันดาลให้เป็นไป (เรื่องเช่นนี้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ คือหลักฐานด้วยตัวอักษร และเหตุการณ์การเป็นไปเป็นผลการพิสูจน์ความจริงของตัวอักษร จึงถือว่ามีหลักฐาน มีหลักการ สามารถพิสูจน์ความจริงไดตามแนวทางวิทยาศาสตร์้)
              2. พระตถาคตเจ้าตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (พระจักรพรรดิทราบธรรมวิเศษในต้นปี พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นปีที่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ภูมิอากาศผิดธรรมชาติ ตามหลักฐานข้อเท็จจริงถือว่าเป็นปีเริ่มต้นของภัยพิบัติสารพัดทิศ การวิปริตของภูมิอากาศ เกิดแผ่นดินไหวมากมาย เกิดร้อน หนาว แห้งแล้ง มีโรคภัยเกิดมาก เป็นต้น เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นทั่วโลก หลักฐานอ้างอิงบ่งตามเอกสารต่างๆ รวมทั้งข่าวทั้งทางหนังสือพิมพ์ ทีวี และที่สำคัญคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นที่ทราบของผู้คนทั่วไป)
              3. พระตถาคตเจ้าให้พระอนุตตรธรรมจักรเป็นไป (พระจักรพรรดิกำหนดขึ้นไว้ ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติของกุศลกรรม และอกุศลกรรม ซึ่งผู้ที่ศึกษาด้านนี้ย่อมเห็นข้อเท็จจริงได้)
              ฉะนั้นเมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระมหาปรินิพพาน ถ้าท่านได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับภูมิอากาศ แผ่นดินไหว น้ำท่วม เป็นต้น ที่เกิดขึ้นทั่วโลกมาอย่างผิดปกติธรรมชาติมาโดยตลอด จะทราบดีว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมานั้น โลกผิดปกติไปมากเพียงไร มีภัยธรรมชาติต่างๆ เกิดขึ้นทั่วโลกไม่หยุดอย่างไร เราทั้งหลายควรศึกษาข้อมูลก่อนปี 2535 และหลังจากนั้น ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดผิดปกติเป็นไปจริงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสไว้แล้วในพระมหาปรินิพพาน ตามข้อ 1, 2 และ 3. ข้างบนนี้ หมายเหตุ ยังมีข้อมูลสนับสนุนอีกมาก และมีเรื่องสำคัญๆ ที่ควรนำเสนอ แต่ที่นำมาแค่นี้ ก่อน น่าจะเพียงพอเป็นข้อพิจารณาเบื้องต้นแล้ว
สิ่งที่ควรเข้าใจก่อนในขณะนี้
              1. หลักฐานในพุทธทำนาย พระจักรพรรดิไม่ใช่พระศาสดา ดังนั้นศาสนาพระศรีอารย์ไม่มี และตามที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ พระจักรพรรดิเป็นผู้ที่มาจรรโลงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถึง พ.ศ. 5000 (ข้อสังเกต พระศรีอารย์จักปรากฏเมื่อ พ.ศ. 5000 ไม่มีหลักฐานที่มีเหตุผล ขาดความชัดเจน ขัดกับพุทธทำนาย คำพยากรณ์ของศาสนาอื่นๆ ตลอดจนผู้เห็นอนาคตกาล เช่น นอสตราดามุส ซึ่งบ่งถึงพระจักรพรรดิจักปรากฏในช่วงกึ่งพุทธกาล หรือ มิลเลนเนี่ยม)
             2. จากที่พระพุทธเจ้าโคตมทรงตรัสในพระสูตรชื่อ จักรพรรดิสิงหนาท สุตตันตะ พระจักรพรรดิ"เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเช่น ตถาคตนี้" ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นพระศาสดา แต่เป็นพระจักรพรรดิผู้รู้เองโดยชอบ และจะ มานำผู้คนสร้างสันติสุขขึ้นบนโลก และยังนำชาวโลกยกย่องพระเกียรตของพระมหาเถรโพธิสัตว์ (จากการวิเคราะห์จากพุทธทำนาย พระมหาเถรโพธิสัตว์ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช) และทั้งสองพระองค์จักช่วยทนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้อยู่ตลอดภัทรกัป จนครบ 5000 ปี หรือดำเนินต่ิไปอีก 2500 ปีจากกึ่งพุทธกาลนี้ไป
              อะไรจะเกิดขึ้นในปลายปี 2555 (มายันบ่งไว้ 21 ธันวาคม 2555) หรือ 2556-2560 ตามพุทธทำนาย เป็นที่น่าสังเกตุว่า ในปัจจุบัน ่ผู้คนไม่น้อยทั่วโลกเริ่มคุ้นเคยกับมหันตภัยล้างโลกที่ 21 ธันวาคม 2012 (พ.ศ. 2555) ของการพยากรณ์จากพวกมายัน หรือในปี พ.ศ. 2556 ที่พระพุทธเจ้าครัสไว้ จากคำทำนายจากที่ต่างๆ ในเวลาที่ต่างๆ กันได้แสดงไว้ถึงการล้างโลกขจัดพวกอธรรมให้หมดไปจากโลกนี้
ข้อควรคิด ทำไมทุกศาสนาสอนธรรมะต่างกัน แต่กลับกล่าวถึงการล้างโลกเหมือนๆกัน

             พิจารณาตามพุทธทำนาย ที่ว่า "ล่วงได้ ๒๕๐๘ (ปีมะเส็ง พ.ศ. 2556) ตลิ่งจะพัง แผ่นดินถิ่นอธรรมจะถล่มเป็นทะเล" และ "เมื่อศาสนาของตถาคตล่วงมาได้ ๒๕๑๒ (ต่อจากปลายปีระกา ปีจอ พ.ศ. 2560) พระจันทร์จะเริ่มเปล่งแสงฉายโลก ครั้นล่วงได้ ๒๕๑๕ (ปีชวด พ.ศ. 2563) พวกอธรรม คือพวกที่ไม่ตั้งอยู่ในศีลในสัตย์ ไร้ซึ่งศีลธรรมนั้นจะหมดสิ้นไปเพราะพวกมิจฉาทิฐิจะดับสูญไปจากโลก" "ดูกร อานนท์ ตถาคตสงสารสัตว์ เวลานั้นพลโลกยังเหลือน้อย เต็มที (สิ่งนี้เกี่ยวกับการลดประชากรโลก ให้น้อยลง 90% หรือไม่ โปรดติดตามและคิดกันเอง ) คำทำนายของตถาคตนี้ยังให้สัตว์ตั้งอยู่ใน ความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วเชื่อ หรือไม่เชื่อ ไม่บอกเล่าให้ผู้ใดรู้กันต่อ ๆ ไป นับว่าเป็นกรรมแห่งสัตว์ต่างสิ้นสุดกันตามกาลเวลา"
              ท่านอาจเห็นได้ว่า พุทธทำนายมีความสอดคล้องกับ การสิ้นกลียุค หรือยุคในปัจจุบัน ที่มีคนเลวถึง 3 ใน 4 ส่วน ให้เป็นกฤดายุคหรือยุคทอง ที่มีคนดีทั้ง 4 ส่วน สำหรับ เรื่องยุคทั้ง 4 เป็นเรื่องที่ทางวิทยาศาสตร์กำหนดไว้เช่นเดียวกัน
              ข้อสังเกต จากหลักฐานที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกและหลักฐานอื่นๆ เช่น ประวัติศาสตร์ของอินเดีย และพระเจ้าพิมพิสาร แสดง ปี พ.ศ. ไทยเร็วไปจากความเป็นจริงอย่างแน่นอน จากพุทธทำนายหาได้ว่า พ.ศ. ไทยควรเร็วไป 48 ปี จึงได้ทำการปรับ พ.ศ. ไทยให้เข้ากับปีที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เช่น ล่วงได้ ๒๕๐๘ (จึงเป็น ๒๕๐๘ + ๔๘ = พ.ศ. 2556 ไทย) เพื่อความเข้าใจด้านพยากรณ์ โปรดพิจารณาหลักฐานความชัดเจน คือ พยากรณ์ของมายัน พุทธทำนาย และของนอสตราดามุส เป็นต้น ที่บ่งเหตุการณ์ไว่น่าจะชัดเจนด้วยมหันตภัยโลก ซึ่งยังมีบัญญัติ 10 ประการที่สลักไว้บนแผ่นหินในปี 1980 (พ.ศ. 2523) พยากรณ์เรื่องทั้งหมดมีประเด็นเดียวคือ เพื่อปรับโลกไปสู่ยุคทอง อย่างแท้จริง
              ผู้ไม่ประมาท คนดีมีศีลธรรม ย่อมน่าจะผ่านพ้นมหันตภัยโลกนี้ไปได้ จากการวิเคราะห์ในเรื่องการเข้าสู่ยุคทองแล้ว จะเห็นว่าเรื่องในพระไตรปิฎก มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบันและพยากรณ์ดังกล่าว จึงได้นำมาลงไว้ เพื่อความรู้และปัญญา และที่สำคัญ เวลาการมาปรากฏของพระจักรพรรดิของทุกศาสนาที่สำคัญของโลก บ่งเหตุการณ์ที่ มิลเลนเนี่ยม (Millennium) หรือ กึ่งพุทธกาล ที่น่าสนใจคือ เวลาของทั้งสองทั้งที่ยึดพระเจ้าเป็นหลัก กับที่ไม่ยึดพระเจ้าเป็นหลัก ต่างมีเวลาใกล้เคียงกัน
               พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค๓. มหาปรินิพพานสูตร (๑๖) ดูกรอานนท์

               เรื่องที่จะกล่าวต่อไป คือวิปริตของภูมิอากาศ แผ่นดินไหว น่าจะเป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรัสรู้ของพระโพธิสัตว์ โดย พระพุทธเจ้าตรัส มหาปฐพีนี้ตั้งอยู่บนน้ำ น้ำตั้งอยู่บนลม ลมตั้งอยู่บนอากาศสมัยที่ลมใหญ่พัด เมื่อลมใหญ่พัดอยู่ย่อมยังน้ำให้ไหว น้ำไหวแล้ว ย่อมยังแผ่นดินให้ไหว อันนี้เป็นเหตุ เป็นปัจจัยข้อที่หนึ่ง เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ
              อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ผู้มีฤทธิ์ ถึงความเป็นผู้ชำนาญในทางจิต หรือว่าเทวดาผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เขาเจริญปฐวีสัญญาเพียงเล็กน้อย เจริญอาโปสัญญาอย่างแรงกล้า เขาย่อมยังแผ่นดินนี้ให้สะเทือนสะท้านหวั่นไหวได้ อันนี้เป็นปัจจัยข้อที่สอง เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ (ข้อสังเกตุ พระพุทธเจ้าตรัสสอนไม่ให้เราพึ่งเทพเทวดา แต่พึ่งตนเอง แต่พระพุทธเจ้าไม่ปฏิเสธในเรื่องของพระเจ้า)
              อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เมื่อนั้น แผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว อันนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ห้าเพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ
              อีกประการหนึ่ง เมื่อใด พระตถาคตให้อนุตรธรรมจักรเป็นไป เมื่อนั้นแผ่นดินนี้ย่อมสะเทือนสะท้านหวั่นไหว อันนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่หก เพื่อให้แผ่นดินไหวใหญ่ปรากฏ ฯ

สิ่งที่นำมาแสดง มีความสำคัญยิ่ง และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบันอย่างไร
             1. วิปริตของดินฟ้าอากาศในปัจจุบัน เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้หิมะตกในพื้นที่ร้อนที่ไม่เคยตกมาก่อน แผ่นดินไหวมากผิดปกติ
             2. อนุตรธรรมจักรเป็นไปนั้น มีหลักฐานว่ามีความหมายถึงการมาปรากฏของพระจักรพรรดิ แต่ประชาชนทั่วๆไปไม่สนใจ จึงทำให้ภัยพิบัติสารพัดทิศเกิดขึ้นต่อเนื่องไปทั่วโลก ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ 10 ประการ ใน อดีตกรรมที่พระองค์ทรงแอบสับเปลี่ยนดอกบัวของพระจักรพรรดิ (พระศรีอารย์) และบ่งไว้ในพุทธทำนาย
              "เมื่อ พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์จะมาช่วยสืบอายุพุทธศาสนาในกึ่งพุทธกาลของพระตถาคต นั้น จะมีสรรพวัตถุทั้งหลายบังเกิดขึ้นแก่โลก สิ่งที่ไม่รู้จะได้รู้ สิ่งที่ไม่พบเห็นก็จะได้เห็น พร้อมด้วยบุรพนิมิตอันชั่วร้ายต่าง ๆ ก็จะบังเกิดขึ้นแก่โลกมากมายยิ่งนักดังนี้
             1. ราชภัย ท้าวพระยาจะบังคับเบียดเบียนพลเมือง
             2. โจรภัย จะบังเกิดโจรผู้ร้ายปล้นสะดมทั่วไป
             3. อัคคีภัย ไฟจะไหม้บ้านเมืองไม่ขาดสาย (ไฟควรบ่งถึงความไม่สงบ ความเดือดร้อนต่างๆ ด้วย)
            4. อสุนีบาต ฟ้าจะผ่าสัตว์และคนล้มตายบ่อย ๆ (ในปี ค.ศ. 1992 พ.ศ. 2535 ฟ้าฝ่าที่ประเทศฝรั่งเศษ 30,000 ในวันเดียว)
           5. เมทนีภัย แผ่นดินจะไหวสะท้านและแยกออกจากกัน
           6. วาตภัย จะเกิดลมพายุพัดพาบ้านเมืองพินาศ 
           7. อุทกภัย น้ำำท่วมบ้านเรือนและเรือกสวนไร่นา 
           8. ทุพภิกขภัย จะเกิดข้าวยากหมากแพงและอดอาหาร
           9. พยาธิภัย จะเกิดโรคระบาดคนและสัตว์ล้มตาย 
         10. สัตถภัย จะรบราฆ่าฟันกันล้มตายร้ายแรง
ท่านควรพิจารณาว่า คำทำนายทั้ง 10 ข้อ เป็นจริงหรือไม่                 เรื่องที่จะนำเสนอต่อไป เกี่ยวข้องกับงานทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากการวิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเรื่องในพระไตรปิฎก มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในปัจจุบันจึงได้นำมาลงไว้ เพื่อท่านจักได้พิจารณา
ฉะนั้นเรื่องที่พระพุทธเจ้าตรัสในพระมหาปรินิพพาน จึงแสดงถึง
        1. วิปริตของดินฟ้าอากาศในปัจจุบัน เกี่ยวข้องการมาปรากฏของพระจักรพรรดิ
        2. การตรัสรู้ของพระจักรพรรดิ
        3. อนุตรธรรมจักรเป็นไปนั้น เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติสารพัดทิศ โรคภัยต่างๆ และข้างยากมากแพง
ขยายความเรื่องสำคัญ ที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับพระพุทธเจ้ามิได้ทรงปฏิเสธเรื่องเทพ มาร .... ความชัดเจนสามารถพิจารณาได้จาก
            พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค - ๘. สักกปัญหสูตร ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละ ณ เวทิยกบรรพต ด้านทิศอุดร แห่งพราหมณคามชื่ออัมพสัณฑ์ อันตั้งอยู่ด้านทิศปราจีน แห่งพระ นครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ฯ
            ก็สมัยนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ (เทพเจ้าแห่งสามโลก) ได้บังเกิดความขวนขวาย เพื่อจะเฝ้า พระผู้มีพระภาค ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงพระดำริว่า บัดนี้ พระผู้มีพระ ภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรง เห็นพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถ้ำอินทสาละ ณ เวทิยกบรรพต ด้านทิศอุดร แห่งพราหมณคามชื่ออัมพสัณฑ์ อันตั้งอยู่ด้านทิศปราจีนแห่งพระนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ครั้นแล้ว จึงตรัสเรียกพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า .... ....
            ท้าวสักกะจอมเทพ อันพระผู้มีพระภาคทรงให้โอกาสแล้ว ได้ทูลถามปัญหาข้อแรกกะพระผู้มีพระภาคอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวก เทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มีอะไรเป็นเครื่องผูกพันใจไว้ อนึ่ง ชน เป็นอันมากเหล่าอื่นนั้น เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความ พยาบาท ย่อมปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่เถิด ก็และพวกเขามี ความปรารถนาอยู่ดังนี้ ก็ไฉน เขายังเป็นผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาทยังจองเวรกันอยู่ ท้าวสักกะจอมเทพได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคด้วยประการ ฉะนี้ ฯ
            พระผู้มีพระภาค อันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ดูกรจอมเทพ พวกเทวดา มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์ มีความริษยาและ ความตระหนี่เป็นเครื่องผูกพันใจไว้ อนึ่ง ชนเป็นอันมากเหล่าอื่นนั้น เป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีอาชญา ไม่มีศัตรู ไม่มีความพยาบาทย่อมปรารถนาว่า ขอพวกเราจงเป็น ผู้ไม่มีเวรอยู่เถิด ก็และพวกเขามีความปรารถนาอยู่ดังนี้ ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังเป็น ผู้มีเวร มีอาชญา มีศัตรู มีความพยาบาท ยังจองเวรกันอยู่ พระผู้มีพระภาค อันท้าวสักกะจอมเทพทูลถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ด้วยประการฉะนี้ ฯ ....
            ท้าวสักกะจอมเทพทรงชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ในปัญหาพยากรณ์ข้อแรกดังนี้แล้ว จึงได้ทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคยิ่งขึ้นไป ว่า .... .... ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่สี่อย่างนี้ว่า ถ้าความตรัสรู้จักมีแก่เราในภายหน้า โดยธรรมไซร้ เราจักเป็นผู้รู้ทั่วถึงอยู่ นั่นแหละจักเป็นที่สุดของเรา ดังนี้ จึงประกาศการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัส เห็นปานนี้ ฯ ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์ประการที่ห้าอย่างนี้ว่า หากเราจุติจากกายมนุษย์แล้ว ละอายุอันเป็นของ มนุษย์แล้ว จักกลับเป็นเทวดาอีกจักเป็นผู้สูงสุดในเทวโลก ดังนี้ จึงประกาศการได้รับความยินดี การได้รับความโสมนัสเห็นปานนี้ ฯ .... ท้าวสักกะเปล่งอุทาน ได้ธรรมจักษุ ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเอาพระหัตถ์ตบปฐพี แล้วทรงเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมา สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ ดวงตาเห็นธรรม อันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน บังเกิดขึ้นแก่ท้าวสักกะจอมเทพว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา และบังเกิด ขึ้นแก่เทวดาแปดหมื่นพวกอื่น ปัญหาที่เชื้อเชิญให้ถามที่ท้าวสักกะจอมเทพทูล ถามนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์แล้ว ด้วยประการดังนี้ เพราะฉะนั้น คำว่า สักกปัญหา จึงเป็นชื่อของไวยากรณ์ภาษิตนี้ ฉะนี้แล ฯ สักกปัญหสูตร ที่นำมาลงนี้ จะมีความสำคัญยิ่ง และจะเกี่ยวเนื่องกับพยากรณ์ ที่สำคัญๆ อีกหลายๆ เรื่อง สรุป โปรดพิจารณา 2 สิ่งที่ท้าวสักกะตรัสไว้คือ
            1. ความตรัสรู้จักมีแก่เราในภายหน้า (คำว่าตรัสรู้จะใชกับพระพุทธเจ้า) และนี่เป็นหลักฐานที่ว่าพระจักรพรรดิเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 ในภัทรกัป
            2. เราจุติจากกายมนุษย์แล้ว ละอายุอันเป็นของ มนุษย์แล้ว จักกลับเป็นเทวดาอีกจักเป็นผู้สูงสุดในเทวโลก แสดงว่าท้าวท้าวสักกะจอมเทพ สามารจุติแบ่งภาคมาป็นมนุษย์ได้
เหตุการณ์วิปริตโลกเกิดภัยพิบัติไม่หยุดหย่อนโดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 1991-1992 (พ.ศ. 2534-2535) จนถึงปัจจุบันโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด กลับเพิ่มความรุนแรงตามที่เป็นข่าวไปทั่วโลกอยู่เสมอ
เรื่องที่ท่านไม่ควรประมาท คือ ใครเป็นผู้กำหนดลดประชากรโลกลงประมาณ 90% เหลือเพียง 500 ล้านคนจากที่มีอยู่ในปัจจุบันประมาณ 7000 ล้านคน เรื่องนี้อยู่ในพุทธทำนายและพยากรณ์โลกต่างๆ รวมทั้งบัญญัติ 10 ประการของปี 1980
               ประเด็นสำคัญของภัยพิบัติในเวลาปัจจุบัน และพยากรณ์โลกต่างๆ เช่น พุทธทำนาย และนอสตราดามุส เป็นต้น น่าจะมาลงเอยให้เห็นความชัดเจนที่ บัญญัติ 10 ประการปี 1980 (พ.ศ. 2523) คือ บัญญัติ 10 ประการนี้อยู่ที่รัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยบุคคลหนึ่งที่ไม่ประสงค์ออกนาม แต่มีความหมายใช้ชื่อว่า อาร์ ซี ตริสเตียนเมื่อ (R.C. Christian) ได้ว่าจ้างให้บริษัทขุดหินแกรไนท์ที่บริเวณใกล้เคียงสร้างขึ้น เสร็จเมื่อ 22 มีนาคม 1980 บนหินแกรไนท์ขนาด สูงจากพื้นดิน 4.9 เมตร มีจำนวนสี่แผ่น แต่ละแผ่นมีภาษาแสดงบัญญัติ 10 ประกานี้ด้านละ 1 ภาษา ฉะนั้นภาษาที่ใช้เขียนบัญญัติ 10 ประการมีทั้งหมด 8 ภาษา ดูตามรูป

สำหรับแผ่นหินขนาดใหญ่ ตามรูป

                โดยมีช่องดูดาวเหนือ และช่องดูพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกอยู่ที่เสาตรงกลาง ภาษาโบราณ 4 ภาษา (ตัวหนังสือสีเขียวบนรูปข้างบน) และตัวเลขของขนาดของแผ่นหิน น่าจะเป็นระหัส มีความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงโลก ให้เข้าสู้กฤดายุค หรือยุคทองจากปัจจุบันที่มนุษยโลกกำลังอยู่ในปลายกลียุค สำหรับ เวลาที่สร้างอาจเป็นการบังเอิญ หรือเป็นความตั้งใจให้ประจวบเหมาะกับตราประทับของพระจักรพรรดิ
                เป็นที่น่าสังเกตว่า การตั้งแผ่นหินเป็นไปตามกฎของโลกและจักรวาล ความเป็นมาของของบัญญัติ 10 ประการนี้ น่าจะมีเรื่องราวมาจากสมัยอียิปต์โบราณ คนที่ชื่อ คริสเตียน รอเซ็นครูส์ หรือกุหลาบไขว้ แบบไม้กางเขน เป็นผู้จ้างให้บริษัทตัดหินแผ่นขนาดใหญ่สลักขอความลงไว้บนแผ่นหิน คนทั่วไปอาจเข้าใจเกี่ยวกับข้อมูลที่สลักไว้ เป็นเรื่องจากปรัญชาแห่งความเร้นลับในอดีตกาล โดยวางรากฐานของมนุษย์ให้มีความเข้าใจและมีความเหมาะสมกัับธรรมชาติ จักรวาลทางกายภาพ และแดนของวิญญาณ ทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องกับ พระเจ้า ความเชื่อทางศาสนา
               การปฏิบัติตามพิธีการและความฝึกฝนทางจิตวิญญาณ อาร์ ซี คริสเตียน ซึ่งเขาคือใคร นั่นเป็นอีกประเด็นที่จะต้องศึกษา แต่ข้อมูลมีความเกี่ยวข้องกับคำทำนายในศาสนาต่างๆ โดยเฉพาะข้อ 2 และ 3 ถ้าถามว่า มีใครเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ บ้าง ก็น่าจะตอบว่าไม่มี เพราะเป็นเรื่องลึกซึ้งกว่าที่ใครสักตนหนึ่งจะเข้าใจ แต่ถ้าท่านใดสนใจสามารถหาหนังสือดูได้ สรุป ตัว เชื่อมความลี้ลับ ของการเขียนบัญญัติ 10 ประการบนแผ่นหินขนาดใหญ่ ด้วย 8 ภาษาีนี้ ตามการวิเคราะห์หลักฐาน อยู่ที่ภาษาโบราณ 4 ภาษา แสดงไว้ด้วยสีเขียวบนรูปที่ 1 และน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับท้าวสักกะ ที่ท่านจะได้อ่านเรื่องราวต่อไป การพิจารณาเรื่องดี เรื่องร้่าย ไม่ประมาท เป็นผู้มีกุศลปัญญา บัญญัติ 10 ประการ ค.ศ. 1980 ที่สลักไว้บนแผ่นหินขนาดใหญ่ มีดังต่อไปนี้
                1.Maintain humanity under 500,000,000 in perpetual balance with nature.รักษาจำนวนมนุษย์ชาติ ให้ต่ำกว่า 500,000,000 คน เพื่อการสมดุลกับธรรมชาติตลอดไป (สำรวจเมื่อ เมษายน ค.ศ. 2009 / พ.ศ. 2552 พลเมืองโลกมี 6.8 พันล้าน ฉะนั้นควรลดลงประมาณ 90 %)
                2. Guide reproduction wisely - improving fitness and diversity. การทำคู่มือแห่งปัญญา (พระธรรมเจ็ดประการ)-- ปรับปรุงสมรรถภาพและความหลากหลาย
                3. Unite humanity with a living new language.การสื่อสารระหว่างมนุษยชาติ ต้องการภาษาใหม่ที่มีความเหมาะสมจริง (ขณะนี้ไม่มี)
                4. Rule passion - faith - tradition - and all things with tempered reason. ประเพณี ความเชื่อ ความชอบในพิธีการ - และทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องด้วยความมีเหตุผลที่ถูกตามอารมณ์
                5. Protect people and nations with fair laws and just courts.สิทธิของมนุษย์และประเทศ ต้องเป็นไปตามความยุติธรรมที่แท้จริงและศาลที่เป็นที่ยอมรับ
                6. Let all nations rule internally resolving external disputes in a world court.ให้ทุกๆชาติมีประชาชาติกฎหมายภายในการแก้ปัญหา ที่เกี่ยวเนื่องได้กับข้อพิพาทกันภายนอกในศาลโลก
               7. Avoid petty laws and useless officials.หลีกเลี่ยงกฎหมายอนุสิทธิบัตรและการไร้ประโยชน์ของเจ้าหน้าที่
               8. Balance personal rights with social duties.มีความเป็นกลางในสิทธิส่วนบุคคลประกอบการมีหน้าที่ทางสังคม
               9. Prize truth - beauty - love - seeking harmony with the infinite. ความชมเชยในความเป็นจริง - ความสง่างาม – ความรัก - ขอความมีความสมดุลและสามัคคีกับพระเจ้า
              10. Be not a cancer on the earth - Leave room for nature - Leave room for nature. มนุษย์อย่าเป็นมะเร็งร้ายทำลายแม่พระธรณี - อย่าทำลายธรรมชาติ – อย่าทำลายธรรมชาติ และ บัญญัติ 10 ประการนี้ น่าจะเป็นกฏของพระเจ้าหรือจอมเทพท้าวสักกะเทวราชเป็นผู้กำหนดขึ้น เพื่อนำพาโลกเป็นดังเมืองสวรรค์ ให้มนุษยโลกอยู่กันอย่างยุติธรรม มีสันติสุขที่แท้จริงทั่วหน้ากันตลอดไป สรุป จากการศึกษาค้นคว้าตามหลักฐานนั้น บัญญัติ 10 ประการ น่าจะเกี่ยวข้องกับท้าวสักกะจอมเทพ ที่ต้องการให้สันติสุขเกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ ขอได้โปรดติดตามเรื่องพุทธทำนาย แล้วท่านจะเห็นภาพชัดเจนขึ้น
               มาถึงตอนท้าย ขอสรุปว่าพระศรีอาริย์หรือพระศรีอาริยเมตไตรยหรือพระศรีอาริยเมตไตรย์หรือพระศรีอารย์คือใคร คงทำความเข้าใจได้ตามหลักฐาน ดังนี้
              1. พิจารณาจากสักกปัญหสูตร มีความเกี่ยวเนื่องกับพยากรณ์ของการมาจุติของพระศรีอาริยเมตไตรยหรือพระศรีอารย์หรือเมตเตยฺย ตามที่ท้าวสักกะตรัสไว้คือ
                  1.1 ความตรัสรู้จักมีแก่เราในภายหน้า (คำว่าตรัสรู้จะใช้กับพระพุทธเจ้า) และนี่เป็นหลักฐานที่ว่าพระจักรพรรดิเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 ในภัทรกัป
                  1.2 เราจุติจากกายมนุษย์แล้ว ละอายุอันเป็นของ มนุษย์แล้ว จักกลับเป็นเทวดาอีกจักเป็นผู้สูงสุดในเทวโลก แสดงว่าท้าวท้าวสักกะจอมเทพ สามารจุติแบ่งภาคมาป็นมนุษย์ได้
             2. โปรดพิจารณาชื่อของกรุงเทพมหานครคือ "กรุงเทพมหานคร อมรรัตรโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์" ซึ่งมีความหมายว่า เมืองของเทพ (ท้าวสักกะเทวราช) ที่ยิ่งใหญ่ อันเป็นอมตะประกอบด้วยแก้ว 7 ประการ (คือพระธรรม 7 ประการ) ของท้าวสักกะจอมเทพ (พระอินทร์) ท้าวสักกะฯผู้ไม่เคยพ่ายแพ้แก่ศัตรู อันเป็นที่เกิดแห่งมงคลที่ยิ่งใหญ่ เป็นเมืองหลวงที่ประกอบไปด้วยแก้ว 9 ประการ ที่มีความงดงามมั่นคงและสง่างาม (คือ คือ เพชร ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิล มุกดา เพทาย และไพฑูรย์ ) เป็นสถานที่ยิ่งใหญ่และบริบูรณ์เป็นเลิศ เป็นสถานที่ประทับของท้าวสักกะฯที่จะแบ่งภาคมาเกิดบนโลกมนุษย์ โดยท้าวสักกะเป็นผู้ให้พระวิษณุกรรม (พระนารายณ์) มาสร้างขึ้นจนสำเร็จ
            3. ท้าวสักกะเทวราชเป็นนักรบ ผู้คอยช่วยเหลือพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ ดังรายละเอียดมีแสดงอยู่ในเรื่องราวของพระพุทธศาสนา และพระไตรปิฎก ฉะนั้นพระจักรพรรดิจึงมีความแตกต่างกับพระศาสดาตรงที่พระจักรพรรดิเป็นนักรบ ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญการแยกจากพระศาสดา
              พระพุทธเจ้าโคตมถึงตรัสเรียกชื่อพระจักรพรรดิว่า Maitreya (ภาษาสันสกฤษ) Metteya หรือ Metteyya (ภาษาบาลี) ซึ่งมีความหมายคือ "เพื่อนแท้"แต่คนไทยทำความเข้าใจเป็นพระศรีอริยเมตไตรยหรือพระศรีอาริยเมตไตรยหรือพระศรีอริยเมตไตรย์หรือเรียกย่อๆว่าพระศรีอารย์หรือพระศรีอาริย์ หรือเขียนอ่านกันอย่างไร แล้วแต่ใครจะพิจารณากันอย่างนั้น ถ้าจะดูตามความสมควร เป็นความหมายของพระศรีอริยเมตไตรย (พระ-ศรี-อ-ริ-ยะ-เมต-ไตร-ยะ) หรือพระศรีอารย์ (พระ-ศรี-อาน) คือผู้ที่มีความเจริญเป็นสิริมงคลเป็นอริยะคือผู้บรรลุธรรมวิเศษ และสำหรับพระศรีอารย์ ควรจะเป็นการย่อสำหรับผู้เจริญตามวัฒนธรรมที่ประเสริฐ เมื่อสรุปก็คงเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นเพื่อนแท้นั่นเอง สำหรับท่านใดจะแปลอย่างไรนั้น ย่อมเป็นความเห็นที่สามารถกระทำได้
                สิ่งที่มนุษย์ไม่คาดคิด เกิดขึ้นในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกยอมรับข้อเท็จจริง ดู หลักฐานแสดงมนุษย์ต่างดาวมีจริง ที่นำมากล่าวถึง เพื่อไม่อยากให้ผู้ที่มีความประมาทหลงไปในทางผิด
               ข้อสังเกต ผู้ที่ศึกษาในเรื่องพระจักรพรรดิ เช่น สมเด็จพระสันตะปาปา (โป๊บ) จอห์นพอลที่สอง ซึ่งเสด็จสวรรคตเมื่อ 2 เม.ย. 2548 มีความเชื่อว่าพระจักรพรรดิปรากฏบนโลกนี้แล้ว ไม่เฉพาะโป๊บพระองค์นี้ ยังมีนักเทศน์ ผู้เขียนหนังสือ และผู้สร้างหนังที่สอดแทรกเรื่องของสมัยพระจักรพรรดิ เช่น ภาพยนต์เรื่องรหัสลับดาวินชี ที่ฉายไปทั่วโลก ได้บ่งเรื่องนี้ไว้ เช่น "ในแง่ของการพยากรณ์" ทิบบิงกล่าว ขณะนี้เราอยู่ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล สหัสวรรษที่แล้วเพิ่งผ่านพ้นไป (หมายถึง มิลเลนเนี่ยมที่แล้ว) และพร้อมกันนั้น ยุคแห่งราศีมีนทางโหราศาสตร์ที่ยาวนานมาถึงสองพันปีก็สิ้นสุดลงตามไปด้วย ราศีมีนหรือเครื่องหมายปลาเป็นสัญลักษณ์ของพระเยซูเช่นกัน โหราจารย์ศาสตร์                     
            สัญลักษณ์คนไหนก็บอกได้ว่า อุดมคติของราศีมีนนั้นเชื่อว่ามนุษย์พึงต้องได้รับการบบอกกล่าวว่าควรจะทำอะไรโดยผู้มีอำนาจเหนือกว่า เพราะมนุษย์ไม่อาจคิดได้ด้วยตนเอง ดังนั้นช่วงนี้จึงเป็นยุคแห่งศาสนาที่แฝงความรู้สึกรุนแรง แต่ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคของราศีกุมภ์ ซึ่งมีเครื่องหมายเป็นรูปคนแบกน้ำ ราศีนี้้มีอุดมคติว่า คนจะเรียนรู้ความจริง และต้องคิดได้ด้วยตนเอง การเปลี่ยนแปลงนี้ใหญ่หลวงนัก ขณะนี้มันกำลังเกิดขึ้นแล้ว (ข้อมูล หน้า 311จากหนังสือ รหัสลับดาวินชี สายธุรกิจโรงพิมพ์ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนพับลิชชิ่ง จำกัด มหาชน พิมพ์ ครั้งที่ 26 พ.ศ. 2549)
            สำหรับโลกาวินาศในช่วงกึี่งพุทธกาล คือ พ.ศ. 2556 เป็นที่เข้าใจของนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน ไม่เฉพาะนักวิทยาศาสตร์ไทยหรือชาวต่างชาติที่มีความเห็นพ้องกันด้วย
            ผู้เขียนเรื่องนี้ ได้ศึกษาเรื่องพระจักรพรรดิและเรื่องเกี่ยวข้องทั้งทางศาสนาศาสตร์และทางวิทยาศาสตร์มาประมาณ 18 ปี
จาก  http://www.metteya.org/

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น