หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พระโพธิสัตว์กวนอิม

พระโพธิสัตว์กวนอิม
            คราวนี้เป็นเทพเจ้าที่เป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลก มีผู้ึคนนับเทพผู้นี้มากมาย ด้วยเชื่อกันว่าพระองค์มีความเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์ เทพเจ้าพระองค์นี้ เป็นที่รู้จักกันในนาม " เจ้าแม่กวนอิม "
ชาวจีนเชื่อว่า หากผู้ใดนับถือเคารพในเจ้าแม่กวนอิมเมื่อตนมีความทุกข์ก็จะได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งเจ้าแม่กวนอิมเป็นเทพเจ้าในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน อันดำรงตำแหน่งเป็นพระโพธิสัตว์ มีความเชื่อว่าำเจ้าแม่กวนอิมทรงเป็นร่างแบ่งร่างอวตารจากพระอมิตาภะพุทธเจ้า เพื่อโปรดสรรพสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยาก เจ้าแม่กวนอิมเป็นตัวแทนแห่งความเมตตาแห่งพระิอมิตาภะพุทธเจ้า เคยมีตำนานกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ทรงตั้งปณิธานไว้ว่า
เราหากซึ่งได้เป็นพระโพธิสัตว์แล้วจะโปรดทุกข์ประทานสุขให้แก่สรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ทั้งมวล หากสรรพสัตว์ทั้งหลายมิอาจจะพ้นทุกข์ได้แล้วไซร้เราจะไม่ขอเข้าสู่ดินแดนพุทธภูมิ"

     เช่นนั้นแล้วด้วยพระปณิธานแห่งพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงเสด็จโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วยความเมตตาจนถึงบัดนี้พระองค์ยังทรงเสด็จโปรดสรรพสัตว์ทั่วทั้งสันตรัยภพ สมกับพระนามแห่งพระองค์ "กวนอิม" หรือ "กวนซีอิมผู่สัก" ซึ่งแปลตามตัวว่า "ผู้รับฟังเสียงจากโลก" ซึ่งเชื่อกันว่าหากผู้ใครมีความทุกข์ และตั้งจิตอธิษฐานระลึกถึงพระโพธิสัตว์ พระองค์จะทรงรับฟังและตามมาช่วยเหลือผู้นั้นให้พ้นจากความทุกข์
ตามคติความเชื่อของชาวจีน มีเทวตำนานกล่าวถึงการกำเนิดเจ้าแม่กวนอิมไว้ว่า ครั้งหนึ่งเมื่อในอดีตกาลมีอาณาจักรหนึ่งนามว่า "ซิงหลิน" อันปกครองโดยฮ่องเต้นามว่า "เมี่ยวจวงฮ่องเต้" กับพระมเหสี นามว่า "เป้าเต๋อ" พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงเป็นทรราชชอบทำสงคราม และไม่ยึดมั่นในพระพุทธศาสนา ไม่เคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในนับถือในองค์พระองค์เจ้า เช่นนั้นสวรรค์จึงลงโทษพระองค์มิให้พระองค์มีพระโอรส พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงมีพระราชธิดา 3 พระองค์ คือ เจ้าหญิงเมี่ยวอิม เจ้าหญิงเมี่ยวหยวน และเจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน แต่พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงรักในพระธิดาองค์เล็กมากกว่าพระธิดาทั้งสอง เพราะเจ้าหญิงเมี่ยวซ่านมีพระปรีชาเฉลียวฉลาด และพระองค์ทรงมีความพิเศษกว่าพระธิดาทั้งสอง คือ  ขณะที่พระนางเป้าเต๋อทรงพระครรภ์นั้น พระนางทรงพระสุบินเห็น ทะเลกว้างใหญ่สุดสายตามีดอบัวผุดขึ้นมาส่องแสงสว่างจ้างจนพระนางต้องหลับตา พอพระนางลืมตาขึ้น ปรากฏเป็นเทือกเขาสูงอยู่ต่อหน้า และบนเทือกเขานั้นมีเจดีย์7ชั้นตั้งตง่าอยู่ บนยอดเจดีย์นั้นมีดวงแก้วมณีส่องแสงสว่างงดงามยิ่ง และแล้วดวงแก้วนั้นก็ลอยมาหาพระนาง พระนางจับดวงแก้วนั้นไว้และดวงแก้วนั้นก็ลอยจากพระนางไป พระนางพยายามวิ่งไล่ตามดวงแก้วนั้นจนสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากพระสุบิน พระนางทรงเล่้าพระสุบินให้พระเจ้าเมี่ยวจวงฟัง พระองค์เห็นว่าเป็นพระสุบินที่ประหลาดมากจึงเรียกราชครูเข้าเฝ้า ราชครูทำนายพยากรณ์ว่า

           "ขอเดชะ อันดอกบัวและพระเจดีย์ หมายถึงพระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่้งเรืองแพร่ขยายกว้างไพศาล อันดวงแก้วนั้นหมายถึงผู้มีบุญญาธิการมาบังเกิดในพระครรภ์แห่งพระมเหสีพระเจ้าข้า"
            พระเจ้าเมี่ยวจวงดีพระทัยเป็นอันมาก พระองค์ทรงหวังว่าเด็กในพระครรภ์นี้จะ้ต้องเป็นพระโอรสเป็นแน่ แต่แล้วพระองค์กลับต้องผิดหวังเมื่อพระนางเป้าเต๋อให้ประสูติพระราชธิดา พระองค์ทรงเสียพระทัยแต่ก็ยินดีกับพระราชธิดาพระองค์นี้ พระองค์ทรงมีให้จัดงานฉลองเฉลิมการประสูติของพระธิดา เชิญเจ้าเมือง กษัตริย์แค้วนใกล้เคียง และเหล่าขุนนางมาร่วมงาน ภายในงานจัดอย่างยิ่งใหญ่เต็มไปด้วยอาหารรสเลิศ และเสียงดนตรีบรรเลงอันไพเราะ แต่แล้วพระธิดากลับร้องไห้ไม่ยอมหยุด ถึงพระนางเป้าเต๋อจะโอ๋อย่างไรก็ไม่ทรงหยุดร้อง แต่แล้วปรากฏร่างของชายชราแต่งกายแบบนักพรตผู้ทรงศีลขึ้นกลางงาน สร้างความประหลาดใจให้แก่พระเจ้าเมี่ยวจวงและเหล่าแขกผู้ร่วมงานเป็นอันมาก

    "ข้าแต่มหาบพิตร เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน"

    "ท่านนักพรตเหตุไฉนท่านจึงมาปรากฏ ณ ที่นี้"

    "ข้ามาที่นี้หมายจะมาแจ้งแก่ มหาบพิตรว่า พระราชธิดาแห่งพระองค์ คือ ร่างอวตารแห่งพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ เพื่อมาโปรดสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์"

    "บ้านะ ท่านนักพรต ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์จริงเหตุไฉนพระองค์ทรงอวตารมาในร่างสตรีเพศ มิใช่บุรุษเพศเล่า ข้าไม่สนใจเรื่องนี้หรอก แต่ท่านมาก็เป็นอันดีแล้ว ท่านนักพรตผู้ทรงศีลได้โปรดเมตตาทำให้พระธิดาหยุดร้องไห้ได้หรือไม่"

   "ข้าแต่พระมหาบพิตร นี้ไม่ได้้เป็นการร้องไห้ธรรมดาทั่วไป พระธิดาน้อยกำลังสงสารเหล่าสัตว์ที่ถูกจับมาทำเป็นอาหารให้พระองค์และเหล่าแขกต่างหากเล่า"

   จากนั้นนักพรตมองไปยังพระธิดาน้อยและสวดพุทธมนต์บทหนึ่ง พระธิดาทรงหยุดร้องไห้แต่กลับมองนักพรตไม่กระพริบตาและยิ้มด้วยความยินดี จากนั้นนักพรตก็หายวับไป
หลังจากเหตุการณ์นั้นอันเป็นเรื่องน่าประหลาดแก่ผู้คนทั้งหลาย เจ้าเมี่ยวซ่านก็มิทรงโปรดอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ เจ้าหญิงเสวยแต่อาหารเจเท่านั้น เพราะหากท่านอาหารที่ปรุงจากเนื้อสัตว์เจ้าหญิงจะทรงสำลอกออกมาหมด เจ้าหญิงทรงมีพระเมตตา ครั้งหนึ่งเจ้าหญิงทรงเห็นจิ้งหรีดกำลังถูกตั๊นแตนตำข้าวจับกิน เจ้าหญิงทรงปีนขึ้นเก้าอี้หินอ่อน และจับตั๊นแตนกับจิ้งหรีดแยกออกจากกัน ตั๊นแตนตำข้าวไม่พอใจจึงตำเข้าที่มือของเจ้าหญิง เจ้าหญิงทรงตกใจและทรงตัวไม่อยู่เลยล้มลงหน้าผาก กระแทกกับขอบโต๊ะหินอ่อน จนเจ้าหญิงได้รับบาดแผลที่หน้าผาก 
อีกตำนานกล่าวว่าแผลตรงหน้าผากของเ้จ้าแม่กวนอิมนั้นมาจากการแก้แค้นของซึงหงอคง เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งที่หงอคงกับคณะแสวงบุญไปอัญเชิญพระไตรปิกฎยังชมพูทวีปเสร็จภารกิจ ซึงหงอคงกลับมายังเขาไม้ผลอยู่กับลูกหลานของตน ขณะนั้นเจ้าแม่กวนอิมเสด็จมาเยี่ยมเยือนซึงหงอคง ซึงหงอคงแค้นใจที่เจ้าแม่กวนอิมทำให้ตนต้องถูกใส่บ่วงรัดเกล้าได้รับความทุกข์ทรมาน  ซึงหงอคงจึงชวนเจ้าแม่กวนอิมเล่นถามปัญหาโดยว่า ผู้ใดแพ้จะต้องถูกดีดหน้าผากเป็นการลงโทษ เจ้าแม่กวนอิมรับปากเพราะพระองค์ทรงรู้ในทุกๆ สรรพสิ่ง เพราะพระองค์ทรงมีพันมือ พันตา แต่พระองค์กลับพ่ายแพ้ต่อซึงหงอคง ซึ่งหงอคงจึงดีดเข้าที่หน้าผากของพระองค์จึงเป็นแผลบวมออกมา และปัจจุับันตามเทวรูปของพระองค์ที่หน้าผากของพระองค์จะมีรอยนูนออกมาด้วย 
พอพระเจ้าเมี่ยวจวงทราบว่าพระธิดาได้รับบาดแผลที่หน้าผาก พระองค์ทรงประกาศหาหมอมารักษาพระธิดา แต่ไม่มีหมอคนไหนรักษาได้เลย จนมีชายหนุ่มมารับอาสาและบอกว่ามีเพียง ดอกบัวหิมะ เท่านั้นที่สามารถรักษาแผลของเจ้าหญิงได้ จากนั้นพระเจ้าเมี่ยวจวงทรงส่งทหารไปตามหาดอกบัวหิมะ แต่ทหารกลับมาอย่างขว้างน้ำเหลว เจ้าหญิงเ้มี่ยวซ่านผู้สิริโฉมจำต้องมีรอยแผลนั้นเป็นมลทินตลอดไป

       ต่อมาเจ้าหญิงเมี่ยวซ่้านเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทรงขอพระเจ้าเมี่ยวจวงออกผนวช แต่พระองค์มิยินยอมกลับยังลงโทษให้เจ้าหญิงไปเป็นคนสวนทำงานหนักในพระอุทยาน ด้วยความพยายามแห่งเจ้าหญิง พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงยอมและจัดพิธีผนวชให้เจ้าหญิง แต่พระเจ้าเมี่ยวจวงมิเลิกที่จะราวีพระธิดา ยังคงรับสั่งให้เจ้าอาวาสและเหล่าภิกษุณีรังควาญพระธิดา
แต่พระธิดาถึงจะถูกราวีรังควาญเพียงใด ก็มักได้รับความช่วยเหลือจากเทพยดาเสมอ จนเจ้าอาวาสมิอาจจะทำตามพระบัญชาได้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงกริ้วเป็นมากจึงส่งคนไปเผาวัด แต่ด้วยพระบารมีแห่งพุทธคุณวัดจึงมิได้เป็นอะไร พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงกริ้วนักเมื่อทำอะไรพระธิดาไม่้ได้ พระองค์ทรงส่งประหารพระธิดา แล้วและในขณะที่เพชรฆาตกำลังจะลงดาบนั้น มีเสือตัวใหญ่ตัวนั้นเข้ามาและคาบพระธิืดาเข้าไปในป่า พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงดีพระทัยเป็นอันมาก เพราะคิดว่าเสือคงคาบพระํธิดาไปกิน (พ่ออะไีรจะใจร้ายได้เพียงนี้)
ที่แท้เสือตัวนั้นเป็นเทพารักษ์นั้นเอง เทพารักษ์พาเจ้าหญิงไปยังวัดร้างแห่งหนึ่ง และเจ้าหญิงทรงบูรณะทำความสะอาดวัดนั้น เมื่อชาวบ้านทีผ่านไปผ่านมานั้นเห็นถึงความผิดปกติ เลยทราบว่าเจ้าหญิงเมี่ยวซ่านหนีมายังวัดร้างนี้พวกตนก็ขอเป็นศิษย์เจ้าหญิงชวนกันทำนุบำรุงวัดจนสำเร็จ เจ้าหญิงก็ทรงพำนักที่วัดนี้ ทางฝ่ายราชวัง พระนางเป้าเต๋อทราบถึงความเป็นตายร้ายดีของพระธิดาเมี่ยวซ่านที่ถูกเสือคาบไปคงไม่รอดแน่ พระนางทรงตรอมใจจนสิ้นพระชนม์
เจ้าหญิงทราบข่าวการสวรรคตแห่งพระราชมารดาแต่มิอาจจะไปร่วมงานพิธีพระศพได้เพราะเกรงว่าพระราชบิดาจะทำอะไรพระองค์อีก จากนั้นเจ้าหญิงทรงบำเพ็ญเพียรภาวนา ตั้งจิตอธิษฐานว่า

"หากเราเมี่ยวซ่านบรรลุสู่การเป็นพระโพธิสัตว์แล้วไซร้และไม่ขอเข้าสู่พุทธภูมิ จะโปรดสรรพสัตว์ช่วยเหลือให้สรรพสัตว์พ้นจากความทุกข์ทั้งมวลก่อนที่จะเข้าสู่พุทธภูมิ"


    ในครั้งที่เจ้าหญิงทรงนั่งทำสมาธิอยู่นั้น พระองค์ทรงเห็นภาพนิมิตคือ บัลลังก์ดอกบัวอันแผ่รัศมีไปทั่วไปงดงาม และแล้วมีเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

   "เอ๊ะ บัลลังก์ดอกบัวปรากฏขึ้นแล้ว แต่เหตุไฉนจึงไม่มีพระโพธิสัตว์เหล่า" เสียงของพญามาร

    เจ้าหญิงตกใจในเรื่องนั้น เจ้าหญิงทราบได้ทันทีว่า บัลลังก์ดอกบัวนั้นเป็นบัลลังก์ดอกบัวอันเกิดจากบุญของเจ้าหญิง แต่เจ้าหญิงยังมิอาจจะขึ้นประทับได้เพราะยังไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ เ้จ้าหญิงเมี่ยวซ่านทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก จนในที่สุด พระพุทธองค์ปรากฏพระองค์ขึ้นกลางนิมิต

    "เมี่ยวซ่าน เธออยากจะบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ตามปณิธานที่เธอตั้งไว้นั้นได้ต่อเมื่อ เธอได้แจกันหยกแห่งสวรรค์ และกิ่งหลิวแห่งความเมตตา"
 
    เมื่อพระพุทธองค์ทรงมาบอกชี้ทางแล้วนั้น เจ้าหญิงทรงออกเดินทางตามหาแจกันหยกกับกิ่งหลิวตามที่พระพุทธองค์บอก เจ้าหญิงพาภิกษุณีไปด้วยสองรูป (บางตำนานว่า ภิกษุณีสองรูปนี้คือ พระน้านาง กับ สาวรับใช้ของเจ้าหญิง) เจ้าหญิงต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากๆ จนมาถึงดินแดนหนึ่งซึ่งมีแท่งหินสลักไว้ว่า "แดนแห่งชัยชนะ" มีผู้เฒ่านั่งรออยู่ เจ้าหญิงเข้าทำความเคารพ ผู้เฒ่านั้นดีใจเป็นอันมาก เขารอคอยเจ้าหญิงมานานแล้วตามพุทธโองการแห่งพระพุทธองค์ เจ้าหญิงรับแจกันหยกแห่งสวรรค์ซึ่งภายในบรรจุน้ำอมฤตไว้เต็ม พอเจ้าหญิงได้แจกันหยกนั้นมาแล้วก็เสด็จกลับมายังวัด และตั้งแจกันหยกนั้นไว้ตรงพระประธาน

    "ศิษย์ได้แจกันหยกแห่งสวรรค์นี้มาแล้ว แต่ยังขาดกิ่งหลิวแห่งความเมตตา"

    "เมี่ยวซ่าน...เมื่อเธอสมควรแล้วที่จะบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์กิ่งหลิวนั้นก็จะับังเกิดขึ้นเอง" เสียงพระพุทธองค์

   จากนั้นเจ้าหญิงเมี่ยวซ่านทรงบำเพ็ญเพียรภาวนาระยะหนึ่ง เกิดมีเด็กน้อยคนหนึ่งนามว่า "เซิ่นอิง" ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับแจกันหยกกับกิ่้งหลิว ตนเลยตัดกิ่งหลิวไปใส่ไว้ในแจกันหยกนั้น พอภิกษุณีมาเห็นเข้าก็ไปบอกเจ้าหญิงว่า บัดนี้กิ่งหลิวบังเกิดขึ้นแล้ว

     เจ้าหญิงปิติเป็นอย่างยิ่ง เตรียมพิธีละสังขาร ในขณะนั้นเจ้าเด็กน้อยเซิ่นอิงเกิดความผิดปกติขลุกขึ้นมาเลยเอาไม้ไปตีที่ศีรษะเ้จ้าหญิงจนแตกและแล้วมีรัศมีเป็นพุ่งขึ้นมาจากร่างของเจ้าหญิง กลายเป็นเทพธิดาอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์สะอาดได้ แจกันหยกลอยละลิ่วขึ้นสู่เทพธิดา

  "เราคือเจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน ขณะนี้เราบรรลุสู่การเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว เราจะโปรดสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง "



   หลังจากที่เจ้าหญิงทรงเป็นพระโพธิสัตว์แล้วนั้นประทับยังเกาะทะเลใต้ ผู่ถัวซ่า(เกาะโปตละโลกา) ขณะนั้นพระเจ้าเมี่ยวจวงทรงประชวรหนักด้วยโรคร้ายที่ยังรักษาไม่ได้ในขณะนั้น เป็นเพราะกรรมตามทัน พระโพธิสัตว์ทรงเมตตาจึงเสด็จมาโปรดพระราชบิดาทรงสละแขนทั้งสองข้าง และดวงตาทำเป็นโอสถรักษา พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงเสวยโอสถแล้วหายจากพระประชวร พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงเสียพระทัยที่เป็นการทำร้ายพระราชธิดา พระโพธิสัตว์ทรงกล่าวว่า

  "ข้าแต่พระบิดา หากพระะองค์ทรงรับปากหม่อมฉัน ว่าพระองค์จะทรงกลับตัวกลับใจเป็นกษัตริย์ที่ดี เลิกทำสงคราม ปกครองเหล่าพสกนิกรให้อยู่เย็นเป็นสุข และเป็นมหาจักรวาทินรับใช้พระพุทธศาสนาเท่านี้ หม่อมฉันก็มิได้เสียใจแล้วที่ทำไป"

   "ได้ลูกข้า พ่อยอมรับปากเจ้า พ่อจะทำตามที่เจ้าต้องการ"

     จากนั้นด้วยบุญบารมีแห่งพระโพธิสัตว์ และการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่ พระโพธิสัตว์ทรงมีมือพันมือ ตาพันตา ไว้โปรดสรรพสัตว์อย่างทั่วถึง นี้เป็นเทวตำนานของเจ้าแม่กวนอิมที่มีผู้คนรู้กันมากที่สุดและถูกสร้างเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ ละครทีวี การ์ตูน เป็นต้น มากที่สุด
ด้วยมีกล่าวว่ากันว่า พระโพธิสัตว์กวนอิม หรือ เจ้าแม่กวนอิมนั้น ตามพุทธศาสนาจริงๆแล้ว พระโพธิสัตว์ต้องเป็นบุรุษเพศ หาใช่สตรีเพศไม่ และความจริงพระโพธิสัตว์กวนอิมหรือเจ้าแม่กวนอิมที่ผู้คนกราบไหว้กันมานั้น ท่านเป็นบุรุษหรือสตรีกันแน่ เพราะทุกคนก็คิดและรู้ว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมนั้นเป็นสตรีและยังเป็นเจ้าหญิงอีกด้วย แต่ว่าจริงๆแล้วอย่างที่ได้กล่าวว่า พระโพธิสัตว์มักเป็นบุรุษเพศและจริงๆแล้วพระโพธิสัตว์กวนอิมนั้นก็เป็นบุรุษเพศด้วย มีหลักฐานว่า พระองค์เป็นพระองค์เดียวกับพระอวโลกิเต
ศวรโพธิสัตว์ซึ่งมีรูปเคารพเป็นบุรุษเพศและเข้ามาสู่ประเทศจีนในสมัยยุคแรกรูปเคารพของพระองค์ก็เป็นบุรุษเพศ และถูกเปลี่ยนมากลายเป็นสตรีเพศในสมัยราชวงศ์ถังช่วงที่พระนางบูเช็คเทียนขึ้นครองราชนั้นเอง ยุคนั้นเป็นยุคที่สตรีมีอำนาจ

     บางกระแสว่า เจ้าแม่กวนอิมเป็นร่างอวตารแห่งพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ซึ่งชาวจีนมีนิทานพื้นบ้าน ว่าด้วยความเมตตาของเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งแห่งอาณาจักรชิงหลิน(ซึ่งเป็นอาณาจักรหนึ่งในจีน แต่ในปัจจุับันไม่ทราบว่าอาณาจักรอยู่ตำแหน่งไหนเลยคาดว่าคงล่มสลายไปในทะเล) คือ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเลยจับมารวมกันโดยความเมตตาแห่งเจ้าหญิงได้ขนานนามว่า มีความเมตตาสมดั่งพระโพธิสัตว์มาจุติ จากนั้นชาวจีนจึงเชื่อกันว่าเจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเป็นร่างอวตารแห่งพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ แต่อาจเป็นไปได้ว่า เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าพื้นบ้านของจีนอยู่แล้ว พอพระพุทธศาสนาเข้ามามีอิทธิพลในวัฒนธรรมและคติความเชื่อหลายๆอย่างของจีน เมื่อพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีความเมตตาเหลือคณานับ ชาวจีนอาจเห็นว่าพระองค์มีความคล้ายกับเจ้าหญิงเมี่ยวซ่านผู้เมตตาเช่นกัน ชาวจีนยิ่งเข้ามาประยุกต์กลายเป็นเจ้าแม่กวนอิมนั้นเอง
มีตำนานหลายตำนานที่กล่าวถึงว่าำพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ซึ่งเป็นบุรุษเพศมากลายเป็นสตรีเพศ เรื่องมีดังนี้ ครั้งที่พระอวโลกิเตศวรโพธิัสัตว์ทรงเสด็จตรวจตราในสรรพสัตว์อยู่นั้น มีหญิงคนนั้นเกิดเจ็บท้องจะคลอดบุตร ด้วยความทุกข์ทรมานเสียงร้องของนางดังไปถึงพระกรรณแห่งพระโพธิสัตว์เข้า พระองค์ผู้ทรงมีพระกรุณาทรงเข้าช่วยหญิงสาวผู้นั้นทำคลอดโดยจำแลงเป็นหญิงสาว จากนั้นพระองค์ทรงช่วยให้หญิงสาวกับบุตรของนางรอดพ้นจากอันตราย แต่ด้วยมือแห่งพระโพธิสัตว์เปื้อนเลือดจึงมิอาจจะกลับคือร่างเดิมของพระองค์ได้ พระองค์จึงทรงมีร่างเป็นสตรีเพศแต่นั้นมา

    ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่่ว่าพระองค์จะ้เป็นบุรุษหรือสตรีก็ตาม แต่
เหล่าผู้นับถือก็ยังเคารพนับถือพระองค์ในความเมตตา มีรูปเคารพของพระองค์เป็นทั้งบุรุษ และ สตรี แต่มีสิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงความเป็นพระองค์ คือ ความเมตตากรุณาอันไม่มีขอบเขตแห่งพระองค์ ในตำนานเป็นเรื่องเล่าหลายเรื่องเล่าถึงความเมตตาแห่งพระองค์มากมาย

      พระโพธิสัตว์ทรงโปรดชาวบ้านในหมู่บ้านชาวประมง ซึ่งหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่ไม่มีศาสนา ไม่ยึดมั่นในความดี พระโพธิสัตว์ทรงลงมาจำแลงเป็นหญิงสาวงดงามถือตระกร้าใบหนึ่ง ในตระกร้านั้นมีปลาอยู่ตัวหนึ่ง แต่ปลาตัวนั้นกลับไม่ตายเพราะมีน้ำหล่อเลี้ยง เป็นเรื่องประหลาดที่ตระกร้าสานนั้นหากใส่น้ำย่อมรั่ว นางเดินเร่ขายปลาตัวนี้เฉพาะให้แก่ผู้ที่ใจบุญนั้นไปปล่อยเป็นทาน หญิงสาวผู้งดงามและมีจิตใจงดงามเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มในหมู่บ้าน แต่นางประกาศไว้แล้วว่า
"หากชายใดยอมได้เราเป็นภรรยา เพียงสามารถสวดมนต์มงคลสูตรได้แล้วเราจะแต่งงานกับชายผู้นั้น"

    ผลปรากฏว่าชายหนุ่มทุกคนสามารถสวดมงคลสูตรได้ทุกคน และติดเป็นนิสัย ชายหนุ่มจะสวดมนต์นี้ทุกเ้ช้า-เย็น แต่แล้ว

"เราคงรับท่านทุกคนเป็นสามีมิได้เพราะหนึ่งสตรีย่อมมีสามีเดียว เช่นนั้นหากผู้ใดสามารถสวดบทวชิรสูตรได้เราจะรับชายผู้นั้นเป็นสามี"

   ผลปรากฏว่ามีชายหนุ่มสวดมนต์วชิรสูตรได้เพียง 4 คนเท่านั้น จากนั้นหญิงสาวจึงให้สวดมนต์บทสัทธรรมปุณฑริกสูตรได้จะยอมเป็นภรรยา ผลออกมาว่า คุณชายหม่าลิ่งสามารถสวดมนต์บทนี้ได้ ซึ่งคุณชายแอบชอบหญิงสาวมานานแล้ว และมักจะัช่วยนางซื้อปลาไปปล่อยเป็นทานอยู่เสมอ และแล้วคุณชายกับหญิงสาวก็แต่งงานกัน พอผ่านพิธีสมรสแล้วหญิงสาวซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์จำแลงจึงกลายสภาพเป็นซากศพสร้างความเสียใจให้แก่คุณชายเป็นอันมาก คุณชายจัดพิธีฝังศพของนางอันเป็นที่รักเป็นอย่างดี และชายหนุ่มยึดมั่นในรักเพียงนางผู้เดียวจึงไม่แต่งงานใหม่

    วันต่อมาขณะที่ชายหนุ่มมาไหว้หลุมศพของหญิงสาว มีภิกษุรูปหนึ่งเข้ามาหาและบอกแก่ชายหนุ่มว่า หญิงสาวผู้เป็นภรรยานั้นเป็นร่างอวตารแห่งพระโพธิสัตว์กวนอิมลงมาโปรดสัตว์ คุณชายไม่เชื่อ ภิกษุจึงให้คุณชายเปิดโลงศพดู ผลออกมาว่้าร่างของหญิงสาวหายไป ผลเป็นที่แน่ชัดแล้วว่านางไม่มีตัวตนอยู่จริง และแล้วภิกษุนั้นก็หายไปเช่นเดียวกัน (บางตำนานว่าร่างของนางกลายเป็นทองคำ) หลังจากนั้นชายหนุ่มจึงเลื่อมใสในพระโพธิสัตว์กวนอิม เขาอุทิศบ้านของเขาทำเป็นศาลพระโพธิสัตว์กวนอิม โดยจ้างช่้างปั้นรูปพระโพธิสัตว์เป็นลักษณะหญิงสาวในชุดสีกรมท่า ยืนเท้าเปล่าและมือข้างหนึ่งถือตระกร้า ผู้ึคนจึงต่างเรียกว่า "กวนอิมถือตระกร้า"
 

    ยังมีอีก ตำนานต่อมาเล่าถึงพระโพธิสัตว์ทรงสัมผัสได้ถึงความแค้นแห่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในแถบชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์ทรงจำแลงเป็นภิกษุธุดงค์ถามไถ่ชาวบ้านถึงความคับแค้นนั้น จนได้ใจความว่า หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านประมงมีสินค้าขึ้นชื่อคือ "หอยปอหนิง" ซึ่งเป็นที่โปรดปรานแห่งพระเจ้าถังบุนจง ทางหมู่บ้านจึงต้องส่งไปเป็นบรรณาการเป็นประจำทุกเดือน แต่สาเหตุแห่งความแค้นนั้นมาจากหน่วยราชการผู้ตรวจบรรณาการหอยปอหนิง มักจะแกล้งชาวบ้านว่า หอยไม่ได้ขนาดไม่สมบูรณ์พอมิอาจจะส่งเข้าวังได้ก็จะเทหอยเหล่านั้นที่ชาวบ้านหามาอย่างยากลำบากทิ้ง ชาวบ้านจึงจำต้องติดสินบนข้าราชการ หากใครไม่มีสินบนให้หอยนั้นก็จะถูกส่งเข้าวัง จากชาวบ้านที่ทำประมงเป็นอาชีพเคยมั่งคั่งก็กลับยากจนลง เพื่อเหล่าข้าราชการที่กินสินบนไม่เคยพอ ภิกษุจึงได้แต่เวทนาชาวบ้านมิอาจจะทำอันใดได้เลย
     จากนั้นมาเกิดเหตุทางวังยกเลิกรับหอยปอหนิงเป็นบรรณาการโดยมีเหตุปาฏิหาริย์เกิดขึ้นว่า ขณะที่พ่อครัวหลวงทำการผ่าเปลือกหอยปอหนิงอยู่นั้น ปรากฏแสงรัศมีรองเรืองและมีภาพพระโพธิสัตว์กวนอิมปรากฏอยู่ท่ามกลางรัศมีนั้น พระเจ้าถังบุนจงทรงเลื่อมใสจึงเลิกเสวยหอยปอหนิง แล้วทรงสร้างศาลพระโพธิสัตว์ไว้ด้วย ชาวบ้านจึงขนานพระองค์ว่า "กวนอิมเปลือกหอย"
  
     มีตำนานอีกเล่าว่า พระโพธิสัตว์จำแลงเป็นหญิงสาวชนบทเดินเร่ขายกระจกทองเหลืองธรรมดาในเมืองลั่วหยาง หากผู้ใดถามนางถึงราคาของกระจกบานนี้ นางก็จะตอบว่า

 "กระจกทองเหลืองนี้ราคา1000ตำลึง เพราะมีคุณสมบัติสามารถบอกถึงเหตุการณ์ในอดีตและอนาคตของผู้ที่ส่องได้ หากท่านไม่เชื่อก็ลองส่องดู เราคิดเพียงแค่ 3 อีแปะเท่าันั้น"

     มีวัยรุ่้นหนุ่มวัยคะนองคนหนึ่งเข้ามาลองดูเพราะไม่เชื่อว่าของวิเศษแบบนี้จะมีในโลกจึงขอหญิงสาวส่องกระจกว่าเป็นจริงตามที่พูดหรือเปล่า แต่ผลปรากฏว่า เด็กหนุ่มเห็นภาพตนเองว่าเคยกระทำแต่สิ่งที่หยาบช้าไว้มากมาย และภาพสุดท้ายที่ปรากฏคือ ตนเองต้องเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เด็กหนุ่มหน้าซีดเผือดกับภาพที่เห็น ผู้คนแตกตื่นกับภาพที่เห็นจึงอยากจะดูภาพอดีตและอนาคตของตนเอง หญิงเลยยอมให้ผู้คนดู มีชาวบ้านมากันมากมาย เรื่องของหญิงสาวซึ่งมีกระจกทองเหลืองวิเศษก็แพร่กระจายไปทั่้ว จนชาวบ้านเมืองใกล้เคียงเดินทางมาดูกระจกทองเหลืองวิเศษด้วย ถึงจะมีคนมารอดูกระจกทองเหลืองวิเ้ศษอันนี้มากมายเพียงใด หญิงสาวก็ยินดีด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม จนค่ำชาวบ้านแยกย้ายกันไป หญิงสาวเดินถือกระจกทองเหลืองจากไปและหันหน้ามาล่ำลาชาวบ้าน แต่ที่เป็นมหัศจรรย์นั้นคือ ชาวบ้านต่างเห็นใบหน้าของหญิงสาวต่างกันไป บางคนเห็นใบหน้าของหญิงสาวคล้ายกับ เทวรูปพระโพธิสัตว์กวนอิม บางคนเห็นปีศาจที่น่้ากลัวแต่ใบหน้าเป็นทองคำ บางคนเห็นเป็นหน้าเทพเจ้าที่หน้าตาบึ้งตึงโกรธเคือง และแล้วหญิงสาวก็หายไป เหล่าชาวบ้านพากันเชื่อว่า เป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมมาโปรดให้พวกตนรู้ถึงบุญและกรรม ผู้ที่ส่องแล้วพบว่าชาติหน้าตนจะเกิดในนรกภูติ เปรตภูมิ และเดรัจฉาภูมิก็จะทำการประกอบคุณงามความดี ผู้คนต่างขนาดนามว่า "กวนอิมสามหน้า"
  
       ตำนานต่อมา พระโพธิสัตว์ทรงแสดงปาฏิหาริย์ช่วยเหลือผู้ที่นับถือพระองค์ นามว่า "อี่เผิง" เขาเป็นคนดีรักษาคุณธรรมมาโดยตลอด เขาเป็นเถ้าแก่ร้านขายยา เขามักเอายาไปแจกจ่ายช่วยเหลือชาวบ้านเสมอจนเป็นที่ยกย่องนับถือ เขามีภรรยาที่ยังสาวแต่กลับลักลอบเป็นชู้กับเพื่อนบ้าน นามว่า"คังซี"  พระโพธิสัตว์ทราบว่าอี่เผิงจะมีเึคราะห์ พระองค์ทรงเข้าฝันบอกอี่เผิงซึ่งขณะนั้นอี่เผิงเดินทางไปแจกจ่ายยาให้ชาวบ้านยังต่างเมือง 

   "อี่เผิงเธอกำลังจะมีเคราะห์หากทำตามที่เราบอก 4 ประการแล้วไซร้เธอจะพ้นจากเคราะห์ทั้งปวง 1. เมื่อพบสะพานอย่าหยุดเรือ
2. พบน้ำมันให้เอาลูบหัว 3. แมลงวันหัวเขียวใหญ่เสมอพู่กัน
4. ข้าวสารสามทะนาน
"

   อี่เผิืงตื่นจากความฝันก็จดจำ 4 ประการแห่งพระโพธิสัตว์ไว้ พอรุ่งเช้าอี่เผิงหมายจะออกเดินทางกลับบ้านโดยเดินทางทางเรือนายแจว แจวเรือผ่านสะพานหนึ่งซึ่งแจวมาเหนื่อยก็หมายจะแวะพักใต้สะพานจากแสงแดดอันร้อนแรง แต่อี่เผิงนึกถึงคำเตือนจากพระโพธิสัตว์เขาจึงสั่งห้ามให้นายแจวแวะพัก พอนายแจวเรือแจวผ่านสะพานไปไม่เท่าำไร สะพานนั้นก็ทลายลงมาทันที (หากยังคงพักอยู่ใต้สะพานไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น) พออี่เผิงกลับมาถึงบ้านก็เข้าจุดธูปเทียนบูชาพระโพธิสัตว์ แต่แล้วตะเกียงกลับหดน้ำมันนองไปทั่ว อี่เผิงนึกถึงคำพูดของพระโพธิัสัตว์จึงเอาน้ำมันนับลูบที่หัวจนมันเงา เมื่อคังซีทราบว่าอี่เผิงกลับมาแล้วก็หมายจะสังหารอี่เผิงเพื่อครอบครองภรรยาสาวของอี่เผิง พอตกดึกคังซีลอบขึ้นบ้านและเข้ามาให้ห้องนอน คังซีหมายจะสังหารอี่เผิง ด้วยความมืดแห่งราตรีกาลทำให้คังซีมองไม่รู้ว่าใครคืออี่เผิง และใครคือภรรยาสาว แต่คังซีได้กลิ่้นหอมของน้ำมันจึงคิดว่าเป็นภรรยาสาวแน่ เลยลองมือแทงเข้ากับร่างที่นอนอยู่ข้างๆเต็มๆ แต่พอปรากฏว่าร่างที่คังซีแทงนั้นคือ ภรรยาสาว อี่เผิงรอดมาได้จากความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์กวนอิม
    อี่เผิงตกใจเลยหมายจะจุดตะเกีัยงมองว่าใครเป็นคนร้าย แต่เจ้าคังซีหนีกระโดดออกนอกหน้าต่างไปแล้ว อี่เผิงไปแจ้งทางการ แต่ทางการเจ้าหน้าที่มาตรวจดูแล้วไม่พบรอยงัดใดๆที่แสดงว่ามีคนเข้ามา ทางการจึงสรุปว่า อี่เผิงสังหารภรรยาของตนเอง อี่เผิงถูกจับกุมส่งให้อำเภอเพื่อสอนสวน ทางอำเภอสอนสวนอี่เผิงซึ่งไม่เป็นคนผิดก็ถูกลงโทษจนยอมรับออกมา เขาจึงถูกประกาศแล้วว่าเป็นคนร้ายฆ่าภรรยาตนเอง แต่ในขณะที่อี่เผิงกำลังจะเขียนชื่อยอมรับว่าเป็นคนร้าย เกิดมีแมลงวันหัวเขียนจำนวนหนึ่งบินเข้ามาเกาะพู่กันนั้นจนมิดพอสะบัดมันก็บินกลับมาเกาะอีกจนมิอาจจะเขียนได้ เรื่องนี้รู้เข้าถึงนายอำเภอ นายอำเภอจึงทำการสอบสวนใหม่ อี่เผิงกล่าวถึงความฝันที่พระโพธิสัตว์กวนอิมมาบอกเหตุว่าตนจะมีเคราะห์นั้นให้นายอำเภอฟัง นายอำเภอยังครุ่นคิดถึงคำว่า ข้าวสารสามทะนาน หมายถึงอะไร แต่แล้วนายอำเภอก็นึกขึ้นมาว่า คำว่าข้าวสารสามทะนานตรงกับคำว่า "ชี"กับ"คัง" ซึ่งไปตรงกับชื่อของเพื่อนบ้านว่า "คังซี" ทางการจับกุมคังซีและสอบสวนได้ความว่าคังซีเป็นคนร้ายตัวจริง นายอำเภอจึงสั่งประหารคังซี
     หลังจากนั้นอี่เผิงสละสมบัิติทั้งหมดให้ทานแก่คนยากไร้ และตนเองออกบวชแล้วออกธุดงภ์ำไปยังที่ต่างๆ จนมาถึงเมืองเจียซิน
เกิดเหตุขึ้นว่า มีพระพุทธรูปหยกพุ่งขึ้นกลางท้องนามีชาวบ้านมาชุมนุมกันมากมาย อี่เผิงได้เดินเข้ามาดูเช่นกัน อี่เผิงทราบว่าำพระพุทธรูปหยกนั้นคือพระโพธิสัตว์กวนอิมและหากเมื่อขึ้นมาจากที่ดินทั่วนี้ย่อมเป็นสิริมงคลจึงบอกให้ชาวบ้านสร้างศาลขึ้นเพื่ออัญเชิญพระพุทธรูปหยกขึ้นประดิษฐาน แต่ชาวบ้านไม่เชื่อเขา จนเขาเล่าถึงประสบการณ์ที่พระโพธิสัตว์กวนอิมทรงช่วยเหลือ ชาวบ้านเกิดศรัทธาจึงช่วยกันสร้างศาลเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป ชาวบ้านจึงขนานามว่า "กวนอิมผู้ผุดขึ้นจากดินโคลน"

      ตำนานหนึ่งเล่าถึงพระโพธิสัตว์ทรงช่วยชาวบ้านที่อาศัยแถบแม่น้ำลั่วหยางสร้างสะพานโดยมีความว่า ชายหนุ่มนามว่า "เซี๊ยะเสียง" เขาอยากจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำลั่วหยางด้วยแม่น้ำที่กว้างและมักเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับผู้ที่โดยสารข้ามแม่น้ำลั่วหยาง มักเกิดเรือล่มเสมอเพราะแม่น้ำมักเกิดคลื่นและวังน้ำวนอยู่ิเสมอ แต่เซี๊ยะเสียงขาดทุนทรัพย์จะสร้างสะพาน เซี๊ยะเสียงซึ่งเคารพนับถือในพระโพธิสัตว์มาตั้งแต่เด็ก ( ด้วยเหตุว่า ตอนที่มารดาของเขาตั้งท้องเขาอยู่นั้นได้สัญจรเรือข้ามแม่น้ำลั่วหยางและเกิดแม่น้ำปั่นป่วนเรือจะล่ม อยู่ๆมีหญิงสาวในชุดสีขาวสะอาดปรากฏกายพร้อมด้วยรัศมีงดงามลอยอยู่กลางอากาศและแล้วแม่น้ำก็สงบนิ่งอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และแล้วหญิงสาวก็หายวับไป ทุกคนเชื่อว่าตนเองได้รับความช่วยเหลือจากพระโพธิสัตว์กวนอิม จากนั้นมาพอมารดาของเซี๊ยะเสียงให้กำเนิดตนมาและให้ตนกราบไหว้และเคารพในพระโพธิสัตว์มาโดยตลอด) จึงอธิษฐานต่อพระัโพธิสัตว์ให้พระองค์ประทานช่องทางหาทุนทรัพย์ในการสร้างสะพานครั้งนี้ จนอยู่มาวันหนึ่งมาหญิงสาวงดงามมากดุจนางฟ้านางสวรรค์ยืนลอยอยู่บนเรือเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ หญิงสาวผู้งดงามกล่าวว่า

   "หากบุรุษใดหยามจะได้เราเป็นภรรยาแล้วไซร้ เพียงปานแก้ว แหวน เงิน และทองที่ม่ค่าโดยตัวเราได้เราจะยอมรับบุรุษผู้นั้นเป็นสามี"

    ข่าวนี้แพร่ไปทั่ว เหล่าบุตรชายเศรษฐี พ่อค้า คหบดี ขุนนางก็พากันยกแก้ว แหวน เงิน ทอง มามากมายหลายหีับมากจะปาให้ต้องตัวนางเพื่อจะได้นางมาเป็นชายา แต่เหล่าชายหนุ่มพยายามจะปาไปเพียงใด แก้ว แหวน เงิน และทอง เหล่าีันั้นก็พากันตกลงสู่แม่น้ำลั่วหยางสิ้น เหล่าชายหนุ่มก็พากันหยุดและล้มเลิกความคิดที่จะได้นางมา้เป็นภรรยา แต่แล้วก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น หญิงสาวนั่งสมาธิภาวนาและแล้วแก้ว แหวน เงิน และทองสิ่งมีค่าก็ลอยขึ้นจากแม่น้ำมาหล่นบนเรือที่นางนั่งอยู่นั้น และเรือนั้นก็ลอยเข้าหาฝั่งเองโดยไม่มีคนพาย หญิงสาวมอบสมบัติเหล่านี้ให้เซี๊ยะเสียงเพื่อเป็นทุนทรัพย์ในการสร้างสะพาน เซี๊ยะเสียงทราบได้ทันทีว่าหญิงสาวผู้นี้คือ พระโพธิสัตว์กวนอิมเป็นแน่ เซี๊ยะเสียงทำความเคารพหญิงสาวและแล้วร่างของหญิงสาวก็หายวับไป ทุกคนพากันตะลึง เซี๊ยะเสียงก็ได้สร้างสะพานได้สำเร็จ

    ตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับความเมตตาแห่งพระโพธิสัตว์กวนอิมมีอยู่อย่างมากมาย ทั้งในอดีตและปัจจุบันก็ยังมีเื่รื่องเล่าถึงปาฏิหาริย์แห่งพระโพธิสัตว์กวนอิมอย่างไม่ขาดสาย พระองค์ยังทรงเมตตาต่อสรรพสัตว์ตลอดกาล
     
 

       ความรู้เสริมเกี่ยวกับพระโพธิสัตว์กวนอิม


 
เด็กชายเด็กหญิงที่อยู่ข้างพระโพธิสัตว์คือใคร ?
      รูปเคารพพระโพธิสัตว์กวนอิมมักมีเด็กชายและเด็กหญิงหรือพุทธสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาอยู่เคียงข้างเสมอ โดยถูกเรียกว่า
"กุมารทอง (กิมท้ง)" คือเด็กชายผู้ที่ทุบศีรษะเจ้าหญิงเมี่ยวซ่านจนดวงปราณละสังหารได้นั้นเอง และ "กุมารีหยก (เง็กนึ้ง)" คือสาวใช้ผู้ปวารณาเป็นข้ารับใช้พระองค์ขณะเป็นภิกษุณี บางตำนานว่า กิมท้งคือ บุตรชายคนรองแห่งแม่ทัพหลี่จิ้ง (เทพถือเจดีย์บิดาแ้ห่งนาจา) นามว่า "ซ่านไฉ่"ซึ่งถวายตัวเป็นพุทธสาวกแห่งพระโพธิสัตว์กวนอิม และส่วนเง้กนึ้งบางตำนานกล่าวว่าคือ เจ้าหญิงมังกร นามว่า "หลงหนี่" ซึ่งเป็นพระธิดาแห่งเจ้าสมุทรผัวเจี๋ยหลัวปวารณาตนเป็นพุทธสาวกพระโพธิสัตว์กวนอิม แต่บางตำนานว่้า ซ่านไฉ่ กับ หลงหนี่เป็นพระโพธิสัตว์เลยทีเดียว โดยมีเทวตำนานดังนี้
ตอนที่เจ้าหญิงหลง หนี่อายุได้  8 พรรษาได้มีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจากพระโพธิสัตว์เหวินซู (พระมัญชุศรีโพธิสัตว์) บังเกิดเห็นดวงตาเห็นธรรมจึงเสด็จขึ้นจากวังบาดาล ยังชมพูทวีปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ และถวายตัวเป็นพุทธสาวก และต่อมาไม่นานสำเร็จมรรคผลเป็นพระโพธิสัตว์ ส่วนซ่านไฉ่นั้นเป็นบุตร1ใน500คนแห่งผู้เฒ่าฝูเฉิง เกิดเห็นว่าทุกสรรพสิ่้งเป็นสิ่งไม่เที่ยงมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยเหตุนี้ึจึงสนใจศึกษาำพระธรรมโดยได้รับคำชี้แนะจากพระโพธิสัตว์เหวินซู (พระมัญชุศรีโพธิสัตว์) และไำด้รับการสั่งสอนจากพระภิกษุสงฆ์ถึง53รูป ผ่านอุปสรรคต่างๆจนบรรลุสู่การเป็นพระโพธิสัตว์ 

 

อั้งไฮยี เป็นเทพหรือปีศาจกันแน่ ?
     
ชื่อนี้คงเป็นที่คุ้นเคยสำหรับผู้ที่รู้จักวรรณกรรมจีน เรื่อง ไซอิ๋ว คงจำกันได้ว่า อั้งไฮยี เป็นลูกของปีศาจวัวกระทิง กับ องค์หญิงพัดเหล็ก และสุดท้ายพระโพธิสัตว์กวนอิมมาปราบและรับตัวเป็นศิษย์ขัดเกลาจนกลายเป็นเซียน อันนี้เป็นเนื้อหาทางวรรณกรรมที่ปรุงแต่งขึ้นมา แต่ตามพุทธตำนานกล่าวไว้ว่า อั้งไฮยี คือ เจ้าชายเป็นพระโอรสแห่งพระเจ้าฮกเซ้งอ้วง ตอนที่เจ้าชายอั้งไฮยี ประสูตินั้นได้มีเพชรนิลจินดาผุดขึ้นมาเต็มบ้านเมือง เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์นั้น ชาวเมืองจึงกล่าวขนานนามเจ้าชายว่า "อาเอี๊ย" ซึ่งแปลว่า ผู้มั่งคั่งด้วยสมบัติ พอเจ้าชาย อั้งไฮยีพระชนมายุได้ 3 พรรษา ทรงเบื่อหน่ายทางโลกเข้าสู่ทางธรรม ทรงลาพระราชบิดา พระราชมารดาออกแสวงหาสัจธรรม ได้ฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ ได้ศึกษาพระธรรมกับพระโพธิสัตว์ถึง 55 พระองค์ จนกระทั่งพระองค์พระชนมายุได้ 6 พรรษา ทรงเข้ากราบนมัสการพระโพธิสัตว์กวนอิม พระองค์ทรงเอ็นดูและชื่นชมกับเจ้าชายอั้งไฮยีซึ่งตั้งมั่นอยู่ในหลักแห่้งพระโพธิสัตว์เพื่อมุ่งสู่การเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงประทานโอวาทสั่งสอนเ้จ้าชายอั้งไฮยีด้วยความเมตตา จนเจ้าชายอั้งไฮยีรู้สึกซาบซึ้ง จากนั้นมาเจ้าชายอั้งไฮยี ทรงรักและเทิดทูนพระโพธิสัตว์ประดุจมารดาบังเกิดเกล้า และปวารณาตนขอเ็ป็นบุตรบุญธรรมพระโพธิสัตว์กวนอิมด้วย
สรุปว่้า อั้งไฮยีมิได้เป็นปีศาจ แต่เป็นพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมพระโพธิสัตว์กวนอิมด้วย



 เหตุไฉนผู้ที่นับถือพระโพธิสัตว์กวนอิมไม่ทานเนื้อ?

        ผู้ที่นับถือพระโพธิสัตว์กวนอิมจะทราบกันดีว่า หากผู้ใดนับถือพระโพธิสัตว์กวนอิมจะไม่ทานเนื้ออันมาจากวัวและควาย ด้วยมีำตำนานอันเนื่องมาจากเจ้าหญิงเมี่ยวซ่านซึ่งเป็นร่างอวตารแห่งพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ถูกพระเจ้าเมี่ียวจวงซึ่งเป็นพระราชบิดาตามราวีต่างๆนานา และถึงกับจะประทานเจ้าหญิง ซึ่งตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนานั้นไซร้ เคยกล่าวว่าบาปที่หนักในพระุพุทธศาสนา คือ การทำร้ายสมณะ นักบวช ผู้ทรงศีล และัพระพุทธองค์ แต่้นี้เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน เป็นถึงร่างอวตารแห่งพระโพธิสัตว์ พระเจ้าเมี่ยวจวงทรงรังควาญพระราชธิดาซึ่งเป็นร่างอวตารแห่งพระโพธิสัตว์ พระองค์จึงมีบาปมหันต์ต้องตกนรกอเวจี พอพระองค์ทรงสวรรคตไปดวงพระวิญญาณทรงไปกำเนิดยังอเวจีได้รับการทุกขเวทนาเป็นอันมาก เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน ซึ่งบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมทราบเ้ข้า ก็ทรงสงสารพระราชบิดาเลยลงมาโปรดพระราชบิดายังอเวจี แต่พระองค์มิอาจจะช่วยพระราชบิดาได้มากนัก เพราะบาปกรรมของพระราชบิดาหนักเหลือเกิน พระโพธิสัตว์กวนอิม ทรงเข้าเฝ้าพระพุทธองค์เำพื่อขอให้พระพุทธองค์ช่วยพระราชบิดา พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า

  "กวนอิมเธอเป็นบุตรกตัญญูรู้คุณผู้เป็นบุพการี ผลบุญแห่งเธอสามารถช่วยพระเจ้าเมี่ยวจวงได้ แต่ผลกรรมของพระเจ้าเมี่ยว จวงถือว่าเป็นกรรมหนักมิอาจจะใช้ผลบุญแห่งเธอลบล้างได้ แต่สามารถช่วยให้พระเจ้าเมี่ยวจวงหลุดพ้นจากอเวจีได้ แต่พระเจ้าเมี่ยวจวงต้องไปชดใช้กรรมในเดรัจฉาภูมิแทนเท่านั้น"

     พระโพธิสัตว์กวนอิมทรงแผ่ผลบุญช่วยลดผลกรรมแห่งพระเจ้าเมี่ยวจวงจนหลุดพ้นจากอเวจีได้ แต่พระองค์ก็ยังไม่หมดกรรม พระองค์ทรงต้องเกิดเป็น วัว และ ควาย 900 ชาติ ด้วยเหตุนี้เหล่าผู้เลื่อมใสในพระโพธิสัตว์จะไม่ทานเนื้อวัวและัควายด้วยเกรงว่าจะไปกินถูกพระเจ้าเมี่ยวจวงซึ่งเป็นพระราชบิดาพระโพธิสัตว์กวนอิมเข้านั้นเอง

เหตุไฉนหอยนางรมจึงสามารถทานเป็นอาหารเจ ?
     มีบางความเชื่อว่้า หอยบางชนิดสามารถทานเป็นอาหารเจได้ โดยมีำตำนานมาจากเจ้าหญิงเมี่ยวซ่านซึ่งพาประชาชนส่วนหนึ่งทีนับถือในพระพุทธศาสนาหนีจากการเข่นฆ่าจากพระเจ้าเมี่ยวจวงลงเรือออกทะเลไป พอนานๆวันเข้าเสบียงที่เตรียมมานั้นก็เริ่มจะหมดลงทุกทีจนหมด ผู้คนขาดอาหารเกิดความหิวโหย เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน ทรงตั้งจิตอธิษฐานโดยเอาไม้พายจุ่มลงสู่ทะเลว่าหากสิ่งใดติดขึ้นมาก็จะทานสิ่งนั้นเป็นอาหาร ผลปรากฏว่ามีหอยนางรมติดไม้พายขึ้นมา ด้วยหอยนางรมเองก็ยอมปวารณาตนถวายแด่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน และเหล่าพุทธศาสนิกชน จากนั้นเป็นต้นมา หอยนางรมจึงสามารถทานเป็นอาหารเจได้ และถูกทำเป็นซอสปรุงอาหารผัดกับผักต่างๆ เช่น คะน้าน้ำมันหอย เป็นต้น  



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น